กรุงเทพมหานคร (กทม.) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การประปานครหลวง (กปน.) และกรมธุรกิจพลังงาน ได้ออกมาแถลงข่าวชี้แจงกรณีการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center ขนาดใหญ่กลางแหล่งชุมชนในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งนำไปสู่ความกังวลของประชาชนเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การแย่งชิงทรัพยากร และความปลอดภัย โดยล่าสุด กทม. ได้สั่งชะลอการออกใบอนุญาตก่อสร้าง Data Center รายใหม่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ไว้ชั่วคราว

ชะลอ 3 ใน 6 แห่ง รอทบทวนมาตรฐาน

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ในกรุงเทพฯ มี Data Center แบบอาคารเฉพาะ (Standalone) ทั้งหมด 6 แห่ง ที่ยื่นขออนุญาตตั้งแต่ช่วงปี 2564-2565 โดยได้รับใบอนุญาตไปแล้ว 3 แห่งในช่วงปี 2565-2566 ส่วนอีก 3 แห่งที่เหลือ รวมถึงโครงการในย่านพระราม 9 กทม. ได้สั่งชะลอไว้และส่งกลับให้ไปทบทวนมาตรฐานที่เกี่ยวข้องก่อน ทั้งนี้นอกเหนือจากอาคารเฉพาะขนาดใหญ่ดังกล่าว ยังมี Data Center ในลักษณะระบบภายในบริษัทหรือระบบคลาวด์ทั่วไปที่เปิดให้บริการมานานแล้วอีกประมาณ 30-40 แห่งทั่วกรุงเทพฯ

ช่องโหว่กฎหมาย "คลังสินค้า" เลี่ยง EIA

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ กทม. ต้องสั่งระงับ เนื่องจากที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่มีคำนิยามของ Data Center ที่ชัดเจนในทางกฎหมาย ทำให้การยื่นขออนุญาตถูกตีความตามลักษณะอาคารทั่วไป เช่น อาคารคลังสินค้า ซึ่งไม่เข้าข่ายกิจการที่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) หรือขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้ผู้ประกอบการบางรายอาศัยช่องว่างนี้ยื่นขออนุญาตก่อสร้างในรูปแบบดังกล่าวเพื่อหลีกเลี่ยงขั้นตอนที่ยุ่งยากกว่า อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา สำนักนายกรัฐมนตรีได้ประกาศกำหนดนิยามของ Data Center อย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นให้ทุกหน่วยงานนำไปปรับปรุงกฎหมายทั้งด้านผังเมือง การควบคุมอาคาร และการทำ EIA ให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน

ปมร้องเรียนกลิ่นน้ำมันรั่วย่านพระราม 9

ประเด็นที่จุดกระแสความกังวลคือกรณีโครงการ Data Center ย่านพระราม 9 ที่มีรายงานว่าจัดเก็บน้ำมันสำรองกว่า 400,000 ลิตร ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าโครงการดังกล่าวได้รับอนุญาตให้จัดเก็บเพียง 200,000 ลิตรเท่านั้น หากตรวจพบการจัดเก็บเกินกว่าที่ได้รับอนุญาตจริง จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท นอกจากนี้ยังมีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับกลิ่นน้ำมันที่ปะปนมากับน้ำในท่อระบายน้ำสาธารณะ ซึ่งสร้างความหวาดหวั่นให้ประชาชนในพื้นที่เรื่องสารเคมีและแก๊สหมักหมมที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพระยะยาว โดยอาคาร Data Center ดังกล่าวยังตั้งอยู่ใกล้ชิดชุมชนและโรงพยาบาล โดยที่ชาวบ้านในพื้นที่ไม่เคยผ่านกระบวนการทำประชาพิจารณ์หรือรับทราบข้อมูลโครงการมาก่อน

ยืนยันไม่กระทบน้ำ-ไฟประชาชน

ด้านการไฟฟ้านครหลวงระบุว่า Data Center ในกรุงเทพฯ ใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยเพียง 8-20 เมกะวัตต์ ซึ่งแตกต่างจากโซนพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ที่ใช้ไฟระดับ 100 เมกะวัตต์ และยังมีการลากสายจ่ายไฟแบบแยกส่วน (Dedicated Line) จึงยืนยันว่าจะไม่กระทบต่อการใช้ไฟฟ้าของประชาชนทั่วไป ส่วนสาเหตุที่ Data Center นิยมตั้งอยู่ใจกลางเมือง เช่น ย่านพระราม 9 เนื่องจากตอบโจทย์เรื่องความหน่วงสัญญาณต่ำและเทคโนโลยี Edge Computing เพราะเขตเมืองมีความหนาแน่นของโครงข่ายไฟเบอร์ออปติกและระบบไฟฟ้าที่เสถียรที่สุด

ชัชชาติเร่งแก้ผังเมือง เล็งโซนนิ่งใหม่ปี 2570

นายชัชชาติยอมรับว่ากฎหมายในปัจจุบันยังมีช่องว่าง เนื่องจากไม่มีนิยาม Data Center ที่ชัดเจน จึงต้องเร่งปรับคำจำกัดความให้ชัดเจนขึ้น พร้อมเสนอให้ทบทวนแก้ไขผังเมือง การควบคุมอาคาร และหลักเกณฑ์ EIA ให้ทันสมัยและสอดคล้องกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป โดย กทม. เตรียมนำนิยามของ Data Center ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีมาบรรจุลงในร่างกฎหมายผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร ซึ่งคาดว่าจะประกาศใช้ในปี 2570 โดยจะมีการกำหนดเขตพื้นที่ (Zoning) อย่างชัดเจนว่าบริเวณใดสามารถสร้าง Data Center ขนาดใหญ่ได้หรือไม่ได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาลักษณะเดียวกับกรณีพระราม 9 ซ้ำอีกในอนาคต ทั้งนี้ ทางฝ่ายสภายังมีการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสั่งการให้ Data Center ต้องจัดทำ EIA และผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก่อนก่อสร้างทุกครั้งด้วยเช่นกัน