สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง หลังทางการอิหร่านกล่าวหาว่ากองทัพสหรัฐฯ โจมตีทางอากาศเข้าใส่บ้านที่กำลังจัดงานแต่งงานในเมือง คูเฮสตัก (Kuhestak) เขต ซิริก จังหวัด ฮอร์โมซกัน ทางตอนใต้ของประเทศ ใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก
เหตุการณ์โจมตีงานแต่งงาน
สำนักข่าวโทรทัศน์ IRIB ของอิหร่านรายงานว่า งานแต่งงานในจังหวัดฮอร์โมซกันทางตอนใต้ถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธ 3 ลูก ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 คนและมีผู้บาดเจ็บอีกหลายสิบคน โดยกระทรวงต่างประเทศอิหร่านระบุก่อนหน้านี้ว่า การโจมตีเกิดขึ้นที่บ้านส่วนตัวในเขตซิริกของจังหวัดฮอร์โมซกัน มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บรวมประมาณ 50 คน
ตัวเลขผู้บาดเจ็บล่าสุดจากสภาเสี้ยววงเดือนแดงอิหร่าน (Iranian Red Crescent) ระบุว่า มีผู้เสียชีวิต 4 คนและบาดเจ็บ 67 คน ขณะที่ อาห์หมัด นาฟีซี รองผู้ว่าราชการจังหวัดฮอร์โมซกัน ให้ข้อมูลกับสถานีโทรทัศน์แห่งรัฐอิหร่านในเวลาต่อมาว่า มีผู้เสียชีวิต 5 คน และบาดเจ็บ 68 คน ซึ่งตัวเลขมีความแตกต่างกันไปในแต่ละแหล่งข่าว แต่ทุกแหล่งยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย และผู้บาดเจ็บเกิน 60 คน โดย รายงานจากสถานีโทรทัศน์แห่งรัฐระบุจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตรวมเกือบ 70 คน โดยมี 6 คนอยู่ในอาการวิกฤต
กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC ออกแถลงการณ์ประณามอย่างรุนแรง โดยระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ ที่สังหารเด็ก ได้ทิ้งบอมบ์บ้านพักอาศัยในซิริกจนเปื้อนไปด้วยเลือด เปลี่ยนงานแต่งงานของคู่บ่าวสาวชาวซุนนีให้กลายเป็นงานไว้อาลัย
อิหร่านประกาศเป็น "อาชญากรรมสงคราม" ร้องขอ ICC สอบสวน
กระทรวงต่างประเทศอิหร่านออกมาประณามการโจมตีครั้งนี้อย่างรุนแรง โดยโฆษกกระทรวง เอสมาอิล บาไกอี กล่าวหาว่าวอชิงตันโจมตีพลเรือนระหว่างงานแต่งงาน และระบุว่า ความจริงของสงครามที่ไม่ชอบธรรมนี้และใบหน้าแท้จริงของอาชญากรรมสงครามปรากฏอยู่ที่ซิริก ที่งานแต่งงานถูกถล่มอย่างโหดร้าย
ที่สำคัญ สภาเสี้ยววงเดือนแดงอิหร่านได้ทำหนังสือถึงอัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เพื่อขอให้มีการสอบสวนเหตุการณ์นี้ โดยในหนังสือระบุว่า ลักษณะของสถานที่ที่เป็นสถานที่จัดงานแต่งงานของครอบครัว รวมถึงการมีพลเรือนอยู่ในพื้นที่ ก่อให้เกิดความกังวลอย่างจริงจังภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และควรมีการสอบสวนอย่างเป็นอิสระ ครอบคลุม และมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งระบุว่าการโจมตีดังกล่าวอาจเข้าข่ายละเมิดหลักความได้สัดส่วนตามธรรมนูญกรุงโรม โดย ราษฎรพลเรือนที่ได้รับอันตรายเกินสมควรเมื่อเทียบกับข้อได้เปรียบทางการทหารที่คาดว่าจะได้รับ อาจก่อให้เกิดความรับผิดทางอาญาระหว่างประเทศ
ฝ่ายสหรัฐฯ ปฏิเสธเจตนาโจมตีพลเรือน
ด้านกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM ยังไม่ได้ยืนยันหรือปฏิเสธรายงานดังกล่าวโดยตรง โฆษก CENTCOM พันโท ทิม ฮอว์กินส์ ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า ทางกองทัพรับทราบรายงานดังกล่าวซึ่งมีต้นตอมาจากสื่อของรัฐอิหร่าน และย้ำว่า กองทัพสหรัฐฯ ไม่เคยเล็งเป้าโจมตีพลเรือน ผิดกับ IRGC ของอิหร่าน โดยระบุว่า การโจมตีดังกล่าวเป็นการตอบโต้ความพยายามโจมตีเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซและกำลังพลสหรัฐฯ ที่ประจำการในภูมิภาคของ IRGC ก่อนหน้านี้
อิหร่านเอาคืนถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ทั่วตะวันออกกลาง
ไม่นานหลังเกิดเหตุ อิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพและผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ทั่วภูมิภาค โดยสำนักข่าว Sepah News ของทางการอิหร่านรายงานว่า อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน บาห์เรน อิรัก และคูเวต ขณะที่ ยังไม่ทราบความเสียหายที่แน่ชัด แต่ทั้งกองทัพคูเวตและกองกำลังป้องกันบาห์เรนยืนยันว่าเกิดการโจมตีจริง
ด้านประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งชาติของรัฐสภาอิหร่าน เอบราฮิม อาซีซี กล่าวว่าการโจมตีครั้งนี้เป็น หลักฐานยืนยันความสิ้นหวังอย่างถึงที่สุดของผู้ที่อ้างตัวเป็นผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชนปลอมๆ
บริบทสงครามที่ปะทุขึ้นใหม่
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านกลับมาปะทุรุนแรงอีกครั้ง หลังข้อตกลงหยุดยิงที่ลงนามไปก่อนหน้านี้ล่มสลาย โดยความขัดแย้งมีจุดเริ่มต้นจาก สงครามที่เริ่มขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ด้วยเป้าหมายของสหรัฐฯ ที่ต้องการสกัดกั้นไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ และผลักดันการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ก่อนที่การสู้รบจะมาจดจ่ออยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่งอิหร่านพยายามควบคุมเส้นทางเดินเรือสำคัญแห่งนี้มาโดยตลอด
ด้านประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาเตือนก่อนหน้านี้ว่าหากอิหร่านตอบโต้ สหรัฐฯ จะเปิดการโจมตีที่ รุนแรงและหนักหน่วงยิ่งขึ้น ขณะที่สถานการณ์ในภูมิภาคยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวโทษกันไปมาว่าเป็นผู้ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงก่อน ทำให้ความหวังในการเจรจาสันติภาพริบหรี่ลงไปอีก