อาการ "ผีอำ" ที่คนไทยรู้จักกันมาแต่โบราณ คือความรู้สึกที่เกิดขึ้นขณะเคลิ้มหลับหรือกำลังจะตื่น แล้วรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งมากดทับร่างกาย ขยับตัวไม่ได้ พูดไม่ออก หลายคนเชื่อว่าเป็นการกระทำของวิญญาณหรือสิ่งลี้ลับ แต่ในทางการแพทย์ ปรากฏการณ์นี้มีชื่อเรียกว่า Sleep Paralysis ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังศึกษาอย่างต่อเนื่องเพื่อไขความลับของสมองในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างหลับกับตื่น

ความเชื่อดั้งเดิม: ผีอำในสายตาคนไทยและวัฒนธรรมโลก

ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ผีอำ หมายถึง อาการที่ปรากฏเมื่อเวลานอนเคลิ้มไปว่ามีคนปลุกปล้ำหรือยึดคร่าให้มีอาการเหนื่อยหอบจนตื่นขึ้น ความเชื่อนี้ไม่ได้มีเฉพาะในสังคมไทย แต่ปรากฏในหลายวัฒนธรรมทั่วโลก โดยผีอำเป็นความเชื่อในหลายวัฒนธรรม เช่น ภูมิภาคโทโฮะกุของญี่ปุ่น มีเรื่องเล่าถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่เมื่อนอนหลับไปแล้วถูกผีกดทับหรือจับที่ปลายขา บนเกาะนิวฟันด์แลนด์ของแคนาดา มีเรื่องเล่าว่า ผู้ที่ถูกผีอำ เพราะมีแม่มดมากดทับลำตัว รวมทั้งไทยที่เชื่อมาแต่โบราณว่า เมื่อเคลิ้มจะหลับไป จะมีความรู้สึกอึดอัดเหมือนมีใครมากดทับที่ร่างกาย ไม่สามารถขยับตัวหรือส่งเสียงใด ๆ ได้ สะท้อนให้เห็นว่ามนุษย์ในหลายซีกโลกต่างมีประสบการณ์คล้ายกันและอธิบายด้วยความเชื่อเรื่องผีหรือสิ่งเหนือธรรมชาติในแบบของตนเอง

วิทยาศาสตร์อธิบาย: สมองตื่นแต่กล้ามเนื้อยังไม่ตื่น

ในทางการแพทย์ อาการผีอำเกิดจากภาวะที่เรียกว่า "สมองตื่น แต่กล้ามเนื้อยังไม่ตื่น" โดยสมองส่วนการรับรู้กลับมาทำงานแล้ว จึงรู้สึกตัวและมองเห็นสิ่งรอบข้างได้ แต่กล้ามเนื้อยังคงอยู่ในภาวะหยุดการเคลื่อนไหวจากช่วงหลับฝัน ปรากฏการณ์นี้เกี่ยวข้องกับช่วงการนอนหลับแบบ REM (Rapid Eye Movement) ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายเกิดความฝันที่ชัดเจนที่สุด งานวิจัยทางประสาทวิทยาระบุว่า สมองมีวิธีป้องกันไม่ให้ร่างกายทำตามความฝันโดยทำให้ร่างกายเป็นอัมพาตชั่วคราว ซึ่งถูกกระตุ้นโดยก้านสมองส่วน pons และ ventromedial medulla ที่กดการทำงานของกล้ามเนื้อผ่านสารสื่อประสาทยับยั้งอย่าง GABA และ glycine แต่ในบางครั้ง การทำงานด้านการรับรู้และการเคลื่อนไหวในช่วง REM อาจแยกตัวออกจากกัน ทำให้ผู้ที่นอนหลับเริ่มตื่นขึ้นก่อนที่อาการอัมพาตของกล้ามเนื้อจะคลายตัว ส่งผลให้เกิดภาวะที่ร่างกายเป็นอัมพาตชั่วคราวแต่จิตใจยังรู้สึกตัวอยู่

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์เมื่อปี 2024 ยังระบุว่าปรากฏการณ์นี้พบได้บ่อยกว่าที่คิด โดยการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์อภิมานที่รวมผู้เข้าร่วมทั้งหมด 167,133 คนจาก 25 ประเทศในปี 2024 พบว่าความชุกของภาวะผีอำทั่วโลกอยู่ที่ 30 เปอร์เซ็นต์ โดยพบสูงในกลุ่มผู้ป่วยจิตเวชถึง 35 เปอร์เซ็นต์ และในกลุ่มนักศึกษาที่ไม่มีปัญหาทางจิตเวช 34 เปอร์เซ็นต์

ทำไมถึงเห็น "เงาดำ" หรือรู้สึกเหมือนมีใครอยู่ในห้อง

หนึ่งในลักษณะเด่นของผีอำที่ทำให้คนเชื่อว่าเป็นเรื่องผี คือการเกิดภาพหลอนร่วมด้วย โดยพบว่าราว 75 เปอร์เซ็นต์ของอาการผีอำมักมาพร้อมกับภาพหลอนที่น่าสะพรึงกลัวในรูปแบบต่าง ๆ ทางวิทยาศาสตร์อธิบายว่าอาการหลอนเหล่านี้เกิดจากการที่ช่วง REM สอดแทรกเข้ามาในช่วงตื่น ก่อให้เกิดความไม่สอดคล้องกันของการรับรู้ระหว่างสมองกับร่างกาย ขณะที่สมองส่วนอมิกดาลาซึ่งทำหน้าที่ตรวจจับภัยคุกคามทำงานเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้ประสบอาการรู้สึกหวาดกลัวและรับรู้ถึง "การมีสิ่งอื่นอยู่ในห้อง" ทั้งที่ในความเป็นจริงไม่มีอยู่จริง ซึ่งอธิบายได้ว่าทำไมประสบการณ์ผีอำในหลายวัฒนธรรมจึงมักมีภาพของผี วิญญาณ หรือสิ่งลี้ลับปรากฏร่วมด้วยเสมอ

ปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการผีอำบ่อยขึ้น

งานวิจัยทางการแพทย์ระบุปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดผีอำได้ง่ายขึ้นไว้อย่างชัดเจน โดยการนอนไม่พอ ความเครียดทางจิตใจ หรือวงจรการนอนที่ไม่สม่ำเสมอ สามารถก่อให้เกิดภาวะนี้ได้ นอกจากนี้ยังพบว่าปัจจัยกระตุ้นที่พบบ่อย ได้แก่ การนอนไม่เป็นเวลา การนอนหงาย ความเครียด ความวิตกกังวล การใช้ยาบางชนิด ภาวะทางจิตเวช และโรคที่เกี่ยวกับ REM เช่น โรคลมหลับหรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งสอดคล้องกับความเชื่อของคนไทยที่มักบอกว่าคนที่ "อดนอน" หรือ "นอนดึกเกินไป" มีแนวโน้มจะถูกผีอำได้บ่อยกว่าคนทั่วไป

วิธีรับมือเมื่อเกิดอาการ และข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์

สำหรับผู้ที่กำลังประสบอาการผีอำ คำแนะนำทางการแพทย์คือสิ่งสำคัญที่สุดคือ "ตั้งสติ" ไม่ต้องตกใจ เพราะอาการนี้มักหายไปเองภายในเวลาไม่กี่วินาทีถึง 2-3 นาที โดยพยายามขยับส่วนเล็ก ๆ ก่อน เช่น เพ่งสติไปที่การขยับปลายนิ้วมือ นิ้วเท้า กลอกตา ส่วนในระดับการรักษาทางการแพทย์ปัจจุบันยังไม่มีวิธีที่เฉพาะเจาะจง โดยงานวิจัยระบุว่าปัจจุบันยังไม่มียาที่ใช้รักษาอาการผีอำโดยเฉพาะ การป้องกันที่ดีที่สุดจึงยังเป็นการนอนหลับให้เพียงพอ จัดตารางเวลานอนให้สม่ำเสมอ และลดความเครียดสะสม

เมื่อพิจารณาทั้งสองมุม ความเชื่อเรื่องผีอำในสังคมไทยและวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ต่างพูดถึงปรากฏการณ์เดียวกัน เพียงแต่ใช้กรอบคำอธิบายที่แตกต่างกัน ความเชื่อโบราณมองว่าเป็นการกระทำของวิญญาณเพื่ออธิบายความน่าสะพรึงกลัวที่อธิบายไม่ได้ ขณะที่วิทยาศาสตร์ค้นพบว่าเป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ที่สมองและกล้ามเนื้อทำงานไม่สอดคล้องกันในช่วงเปลี่ยนผ่านของการนอนหลับ ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้กับคนทั่วไปทุกเชื้อชาติทั่วโลก