เศรษฐกิจโลกในปี 2026 กำลังเดินอยู่บนเส้นบางๆ ระหว่างการเติบโตต่อเนื่องกับความเสี่ยงที่สะสมมาจากหลายทิศทางพร้อมกัน นักเศรษฐศาสตร์และสถาบันการเงินระดับโลกต่างออกมาเตือนถึงจุดเปราะบางที่อาจนำไปสู่ความปั่นป่วนทางการเงินได้ทุกเมื่อ หากปัจจัยเสี่ยงตัวใดตัวหนึ่งปะทุขึ้นมา
### หนี้โลกทำสถิติใหม่ทะลุ 346 ล้านล้านดอลลาร์
ตัวเลขที่น่าตกใจที่สุดคือระดับหนี้รวมทั่วโลกที่พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 346 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเพิ่มขึ้นกว่า 26 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงเพียงสามไตรมาสที่ผ่านมา กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าหนี้สาธารณะรวมทั่วโลกจะแตะระดับ 100% ของ GDP โลกภายในปี 2029 ซึ่งเร็วกว่าที่เคยประเมินไว้หนึ่งปี ขณะที่ภาระดอกเบี้ยจ่ายทั่วโลกก็ขยับขึ้นมาอยู่ที่เกือบ 3% ของ GDP โลก เพิ่มขึ้นจากระดับ 2% เมื่อเพียงสี่ปีก่อน สะท้อนว่าโลกกำลังแบกภาระดอกเบี้ยหนักขึ้นเรื่อยๆ ในยุคที่อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าทศวรรษก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ
### เงาฟองสบู่ AI ความเสี่ยงอันดับหนึ่งในสายตานักเศรษฐศาสตร์
ผลสำรวจของ Deutsche Bank ในปี 2026 พบว่านักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์กว่า 57% มองว่าการดิ่งลงของมูลค่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีคือความเสี่ยงอันดับหนึ่งต่อเสถียรภาพตลาดการเงินโลกในปีนี้ ธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England) เองก็ออกมาเตือนว่า ความเสี่ยงที่ตลาดจะปรับฐานอย่างรุนแรงเพิ่มสูงขึ้น โดยระบุว่ามูลค่าหุ้นกลุ่มนี้ในปัจจุบันเทียบเท่ากับจุดสูงสุดของฟองสบู่ดอทคอมเมื่อปี 2000 ด้าน Torsten Sløk หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Apollo Global Management ระบุว่าบริษัทสิบอันดับแรกใน S&P 500 ตอนนี้มีมูลค่าสูงเกินจริงยิ่งกว่าช่วงฟองสบู่ไอทียุค 1990s เสียอีก
อย่างไรก็ตาม ก็มีมุมมองที่แตกต่างออกไป เพราะบริษัทผู้นำ AI ในยุคนี้ต่างจากยุคดอทคอมตรงที่มีกำไรจริงมหาศาลรองรับ ตัวอย่างเช่น NVIDIA ที่ทำกำไรถึง 99,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในรอบสิบสองเดือนที่ผ่านมา ด้วยอัตรากำไรสุทธิสูงถึง 53% ทำให้นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าหากเกิดการปรับฐานจริง น่าจะเป็นการปรับฐานเฉพาะกลุ่มหุ้นที่มูลค่าสูงเกินไป มากกว่าจะเป็นวิกฤตเชิงระบบแบบที่เคยเกิดในอดีต
### เมื่อเศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตต่ำกว่า 2% เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี
ในบ้านเรา สภาพัฒน์และหน่วยงานวิจัยเศรษฐกิจหลายแห่งประเมินตรงกันว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 มีความเสี่ยงจะเติบโตต่ำกว่า 2% เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี โดยกรอบประมาณการอยู่ที่ราว 1.6 ถึง 2.0% เท่านั้น ปัจจัยกดดันหลักมาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง หนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงถึง 86.7% ของ GDP ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นถึง 8.2% ในรอบปีที่ผ่านมาซึ่งแข็งค่าเป็นอันดับสองของภูมิภาค สร้างแรงกดดันต่อผู้ส่งออกไทยไม่ต่างจากการถูกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่ม รวมถึงมาตรการภาษีจากสหรัฐฯ และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์จากภายนอก
ด้านนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยถูกคาดการณ์ว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% เหลือระดับ 1.00% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เพื่อประคองเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและลดความเสี่ยงขาลง ขณะที่อัตราว่างงานในช่วงต้นปีก็ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 0.9% โดยเฉพาะกลุ่มบัณฑิตจบใหม่ที่จำนวนไม่น้อยต้องหันไปทำงานนอกระบบเพราะหางานประจำไม่ได้
### สรุปสิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้
ภาพรวมของปี 2026 คือเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงพร้อมกันในหลายมิติ ทั้งระดับหนี้ที่สูงเป็นประวัติการณ์ซึ่งทำให้ระบบการเงินอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยมากกว่าเดิม ความไม่แน่นอนของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ราคาพุ่งสูงจากกระแส AI และปัจจัยภายในประเทศอย่างหนี้ครัวเรือนและค่าเงินบาทที่กดดันเศรษฐกิจไทยโดยตรง นักลงทุนและประชาชนทั่วไปจึงควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด กระจายความเสี่ยงในการลงทุน และไม่ประมาทกับสัญญาณเตือนที่นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกกำลังส่งออกมาในเวลาเดียวกัน