Anthropic บริษัทปัญญาประดิษฐ์เจ้าของแชตบอต Claude กำลังเดินหน้าสู่การเสนอขายหุ้นต่อสาธารณชนครั้งแรก (IPO) ที่อาจสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับตลาดทุนโลก โดยมีรายงานว่าบริษัทเตรียมยื่นเอกสารไฟลิ่งแบบสาธารณะช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2026 หลังจากยื่นแบบลับต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ (SEC) มาตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยดีลนี้อาจระดมทุนได้มากกว่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่มูลค่าบริษัทซึ่งนักลงทุนบางส่วนประเมินไว้อาจสูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์
เส้นทางจากไฟลิ่งลับสู่การเปิดเผยต่อสาธารณะ
Anthropic ยื่นแบบร่างเอกสารจดทะเบียน (draft registration statement) ต่อ SEC เป็นการภายในเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2026 ซึ่งเป็นขั้นตอนมาตรฐานสำหรับบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่เตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์ การยื่นแบบลับนี้เปิดโอกาสให้บริษัทเริ่มกระบวนการตรวจสอบกับ SEC ได้ก่อนที่จะเปิดเผยเอกสารทั้งหมดต่อสาธารณะ ตามรายงานล่าสุด เอกสาร S-1 ฉบับสาธารณะอาจปรากฏได้เร็วที่สุดในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2026 ซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ได้ในช่วงเดือนตุลาคมหรือไตรมาสสุดท้ายของปี 2026 อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารระดับสูงของ Anthropic ยังไม่ได้ยืนยันต่อสาธารณะทั้งเรื่องราคาหุ้น จำนวนหุ้นที่จะเสนอขาย หรือวันที่แน่นอนในการเข้าตลาด โดยบริษัทระบุว่าจังหวะเวลาและความสำเร็จของการเสนอขายจะขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดและปัจจัยอื่น ๆ
เป้าหมายระดมทุนและมูลค่าบริษัทที่พุ่งทะยาน
ธนาคารเพื่อการลงทุนรายใหญ่อย่าง Goldman Sachs, JPMorgan และ Morgan Stanley ได้รับการระบุว่าเป็นผู้นำการจัดจำหน่ายหุ้นในดีลนี้ โดยนักลงทุนคาดว่าการเสนอขายครั้งนี้จะสามารถระดมทุนได้มากกว่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะจัดอยู่ในกลุ่ม IPO เทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ในแง่ของมูลค่าบริษัท นักลงทุนรายใหญ่ราวครึ่งโหลที่ให้ข้อมูลกับสื่อต่างประเทศคาดการณ์ว่า Anthropic จะเข้าตลาดด้วยมูลค่าอย่างน้อย 2 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งจะสูงกว่ามูลค่าระดมทุนรอบล่าสุดของบริษัทถึงกว่าเท่าตัว ทั้งนี้ Anthropic เพิ่งปิดรอบระดมทุน Series H มูลค่า 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 ที่มูลค่าบริษัทหลังระดมทุนอยู่ที่ประมาณ 9.65 แสนล้านดอลลาร์ หากตัวเลข 2 ล้านล้านดอลลาร์เป็นจริง จะทำให้ Anthropic แซงหน้า SpaceX ที่เพิ่งเข้าตลาดไปเมื่อเดือนมิถุนายน 2026 ด้วยมูลค่าประมาณ 1.77-1.8 ล้านล้านดอลลาร์ ขึ้นเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์แทน
รายได้ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด แรงหนุนหลักของการประเมินมูลค่า
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้นักลงทุนกล้าให้มูลค่าบริษัทในระดับสูงเช่นนี้คือการเติบโตของรายได้ที่รวดเร็วอย่างต่อเนื่อง โดยรายได้ต่อปีแบบอัตราวิ่ง (annualized run-rate revenue) ของ Anthropic เพิ่มขึ้นจากประมาณ 9 พันล้านดอลลาร์ในเดือนธันวาคม 2025 เป็น 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 และพุ่งขึ้นต่อเนื่องจนแตะ 4.7 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนพฤษภาคม ก่อนจะทะลุ 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในสิ้นเดือนกรกฎาคม 2026 นอกจากนี้ ในไตรมาสที่สองของปี บริษัทยังรายงานรายได้เบื้องต้นมากกว่า 1.15 หมื่นล้านดอลลาร์ พร้อมทำกำไรจากการดำเนินงานเป็นครั้งแรกที่ 559 ล้านดอลลาร์ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่หลายรายยังคาดการณ์ว่ารายได้ต่อปีของบริษัทจะแตะระดับ 1-1.2 แสนล้านดอลลาร์ภายในสิ้นปี 2026 ขณะที่ธนาคารผู้จัดจำหน่ายหุ้นรายงานว่ากำลังประเมินมูลค่าดีลโดยอิงจากประมาณการรายได้ปี 2028 ที่ระดับ 1.9-2 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตระยะยาวของธุรกิจ AI ของบริษัท
เทียบชั้น SpaceX และคู่แข่งอย่าง OpenAI
หาก Anthropic สามารถเข้าตลาดด้วยมูลค่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ได้จริง จะถือเป็นการทำลายสถิติ IPO ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เป็นครั้งที่สองภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน ต่อจาก SpaceX ที่เพิ่งเข้าตลาดเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2026 ด้วยราคาหุ้นละ 135 ดอลลาร์ ระดมทุนได้ราว 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ และมีมูลค่าบริษัทใกล้ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ในวันแรกของการซื้อขาย ขณะเดียวกัน คู่แข่งสำคัญของ Anthropic อย่าง OpenAI ก็กำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าตลาดหลักทรัพย์เช่นกัน โดยมีรายงานว่า OpenAI อาจยื่นเอกสารต่อหน่วยงานกำกับดูแลได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 ที่มูลค่าบริษัทซึ่งอาจสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ การแข่งขันระหว่างสองบริษัทปัญญาประดิษฐ์ชั้นนำนี้จึงถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากนักลงทุนทั่วโลกว่าใครจะสามารถสร้างประวัติศาสตร์ IPO ได้ก่อนกัน
ความเสี่ยงและความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า
แม้ตัวเลขการเติบโตของ Anthropic จะดูโดดเด่น แต่เส้นทางสู่การเป็นบริษัทมูลค่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ยังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งการแข่งขันจากโมเดล AI ต้นทุนต่ำจากจีน แรงกดดันด้านกฎระเบียบที่เพิ่มขึ้น รวมถึงข้อพิพาทกับหน่วยงานภาครัฐของสหรัฐฯ โดยก่อนหน้านี้กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เคยมีคำสั่งห้ามใช้งานโมเดลชั้นนำของบริษัทเป็นการชั่วคราว ซึ่งส่งผลให้การเติบโตของรายได้ชะลอตัวลงในเดือนมิถุนายน ก่อนที่ธุรกิจจะฟื้นตัวกลับมาในเวลาต่อมา นอกจากนี้ Anthropic ยังเผชิญกับคดีความหลายคดี ทั้งข้อพิพาทเรื่องเครื่องหมายการค้าและคดีฟ้องร้องแบบกลุ่ม (class-action) ที่ยื่นฟ้องในช่วงก่อนการเตรียมเข้าตลาด ซึ่งคาดว่ารายละเอียดของคดีเหล่านี้จะถูกเปิดเผยในส่วนปัจจัยความเสี่ยงของเอกสาร S-1 ฉบับสาธารณะ อีกทั้งราคาการใช้งานโมเดลชั้นนำของ Anthropic ยังสูงกว่าผลิตภัณฑ์เรือธงของ OpenAI ถึงกว่าสองเท่าครึ่ง ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการขยายฐานลูกค้าในช่วงที่หลายองค์กรเริ่มควบคุมงบประมาณด้าน AI มากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดว่ามูลค่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ที่นักลงทุนตั้งความหวังไว้จะกลายเป็นจริงได้หรือไม่เมื่อถึงวันเปิดตลาดซื้อขายจริง