กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศแจ้งเตือน 51 จังหวัดทั่วประเทศและกรุงเทพมหานคร ให้เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม น้ำท่วมขัง และคลื่นลมแรง ในช่วงวันที่ 29 สิงหาคม-2 กันยายน 2569 หลังประเมินว่าปริมาณฝนจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในหลายภูมิภาคของประเทศ

สาเหตุจากร่องมรสุมเลื่อนพาดผ่านภาคเหนือ-อีสานตอนบน

นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่ากองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) ได้ติดตามสภาวะอากาศและพิจารณาปัจจัยเสี่ยง ประกอบกับกรมอุตุนิยมวิทยาได้มีประกาศแจ้งฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทยตอนบน ฉบับที่ 2 (169/2569) ประกาศ ณ วันที่ 27 สิงหาคม 2569 เวลา 05.00 น. โดยระบุว่าในช่วงวันที่ 29 สิงหาคม-2 กันยายน 2569 ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และทางตะวันออกของภาค รวมทั้งด้านรับลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ เนื่องจากร่องมรสุมจะเลื่อนลงมาพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน

สภาพอากาศดังกล่าวเกิดจากร่องมรสุมที่เลื่อนลงมาพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ก่อนเข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณชายฝั่งประเทศเวียดนามตอนบนและอ่าวตังเกี๋ย ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย มีกำลังค่อนข้างแรง ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักสะสมในหลายพื้นที่ ทั้งนี้กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศต่อเนื่องหลายฉบับเพื่อปรับปรุงพื้นที่เสี่ยงตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง โดยฉบับล่าสุดระบุพื้นที่ได้รับผลกระทบหลักคือด้านตะวันตกของภาคเหนือและภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและด้านตะวันออก รวมถึงภาคตะวันออก

รายชื่อพื้นที่เฝ้าระวัง 51 จังหวัด

สำหรับพื้นที่เฝ้าระวังในภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ และจังหวัดอุทัยธานี ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ ก็อยู่ในรายชื่อจังหวัดที่ต้องเฝ้าระวังเช่นกัน โดยกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลางได้ประสานแจ้ง 51 จังหวัด ครอบคลุมภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ รวมถึงศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่เสี่ยงภัย ให้เตรียมพร้อมรับมือกับปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนัก

นอกจากนี้ ยังมีการเฝ้าระวังด้านคลื่นลมแรงในทะเลอันดามันตอนบน ซึ่งจะมีกำลังค่อนข้างแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองจะมีคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ส่วนทะเลอันดามันตอนล่างและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ตั้ง War Room เฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง

ปภ. ได้กำชับให้จังหวัดในพื้นที่เสี่ยงจัดตั้ง War Room ระดับพื้นที่ เพื่อติดตามข้อมูลสภาวะอากาศและสถานการณ์น้ำท่าตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งจัดเจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศ ปริมาณฝน และสถานการณ์น้ำในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และจัดทีมปฏิบัติการพร้อมเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าประจำพื้นที่เสี่ยงเพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงทีหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

ซ้ำรอยพื้นที่ประสบอุทกภัยหนักช่วงสิงหาคม

การประกาศเตือนครั้งนี้เกิดขึ้นในพื้นที่ที่เพิ่งประสบปัญหาอุทกภัยรุนแรงมาก่อนหน้านี้ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยเฉพาะจังหวัดน่านที่เผชิญวิกฤตน้ำป่าไหลหลากถล่มหนักในพื้นที่อำเภอปัวและเขตเทศบาลเมือง จนต้องระดมกำลังทหารกว่า 700 นาย เข้าล้างดินโคลนฟื้นฟูพื้นที่ ขณะที่จังหวัดเชียงรายก็เกิดน้ำป่าไหลหลากท่วมพื้นที่อำเภอดอยหลวงในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ทำให้บ้านเรือนประชาชนจมน้ำหลายหลัง ส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง และแม่ฮ่องสอน ก็อยู่ในกลุ่มพื้นที่ที่ปภ. ต้องเร่งสำรวจความเสียหายและให้ความช่วยเหลือประชาชนจากน้ำป่าไหลหลากในช่วงเวลาเดียวกัน

การที่ร่องมรสุมเลื่อนกลับมาพาดผ่านพื้นที่ภาคเหนือและอีสานตอนบนอีกครั้งในช่วงปลายเดือนสิงหาคมถึงต้นเดือนกันยายนนี้ จึงเพิ่มความเสี่ยงที่พื้นที่ซึ่งเพิ่งฟื้นฟูจากอุทกภัยครั้งก่อนอาจต้องเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมซ้ำอีกครั้ง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเร่งเตรียมความพร้อมล่วงหน้าเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

คำแนะนำสำหรับประชาชน

ปภ. ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยติดตามประกาศเตือนภัยจากทางราชการอย่างใกล้ชิด เตรียมความพร้อมด้านการอพยพหากจำเป็น และหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านเส้นทางเสี่ยงน้ำท่วมและดินโคลนถล่มในช่วงที่มีฝนตกหนักต่อเนื่อง ขณะที่ชาวเรือและผู้ประกอบการท่องเที่ยวทางทะเลควรเพิ่มความระมัดระวังจากคลื่นลมแรงในทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนตลอดช่วงเวลาที่มีการแจ้งเตือน