สถานการณ์มลพิษข้ามพรมแดนในลุ่มน้ำกกที่ลากยาวมานานกว่า 1 ปี กำลังทวีความรุนแรงขึ้นอีกขั้น เมื่อผลการตรวจสอบพืชผลทางการเกษตรบริเวณริมแม่น้ำกกในพื้นที่ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องถึง 6 ครั้งตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 ถึงพฤษภาคม 2569 ยืนยันตรงกันว่าพืชผักหลายชนิดมีการปนเปื้อนโลหะหนักทั้งตะกั่ว แคดเมียม และสารหนูเกินค่ามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว

ผักริมกก 21 ชนิดปนเปื้อนโลหะหนัก

จากการรวบรวมเอกสารรายงานผลตรวจพืชทั้ง 6 รอบ พบว่ามีผลผลิตทางการเกษตรอย่างน้อย 21 ชนิดที่ตรวจพบการปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐาน โดยแบ่งตามชนิดสารพิษ ได้แก่ กลุ่มที่พบ แคดเมียม เกินมาตรฐาน เช่น ดอกหอม พริกขี้หนูผลใหญ่ ข้าวโพดหวาน แตงร้าน เสาวรส ผักกาดเขียวปลี กระเทียม สับปะรด มะเขือม่วง มะเขือยาว แตงกวา ฝรั่ง มะม่วง มันเทศญี่ปุ่น ถั่วฝักยาว มันเทศ มะเขือเปราะ และบวบ กลุ่มที่พบ ตะกั่ว เกินมาตรฐาน ได้แก่ มะเขือม่วง พริกขี้หนูผลใหญ่ ผักกาดเขียวปลี ถั่วพุ่ม ข่า สับปะรด และกระเทียม ส่วนกลุ่มที่พบ สารหนู เกินมาตรฐาน ได้แก่ กะหล่ำดอก แตงกวา มันเทศญี่ปุ่น และกระเทียม

ในการตรวจครั้งที่ 2 เก็บตัวอย่างพืช 11 ตัวอย่าง พบว่าตะกั่วเกินค่ามาตรฐานในพริกขี้หนูผลใหญ่ ผักกาดเขียวปลี ถั่วพุ่ม และมะเขือม่วง ส่วนแคดเมียมพบเกินค่ามาตรฐานในพริกขี้หนูผลใหญ่และผักกาดเขียวปลี เช่นกัน ขณะที่ข้อมูลจากอีกแหล่งระบุว่า มีการตรวจพบแคดเมียมเกินค่ามาตรฐานในผัก 7 ตัวอย่าง ได้แก่ เบบี้คอส มะเขือเปราะ ปวยเล้ง ผักกาดขาวปลี ผักกาดฮ่องเต้ และเบบี้แครอท โดยมีค่าอยู่ระหว่าง 0.205-0.564 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

นักวิชาการชี้สารพิษเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารแล้ว

ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ผู้ติดตามสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด เปิดเผยว่าผลการตรวจในพื้นที่ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 6 ครั้ง ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 ถึงพฤษภาคม 2569 พบการปนเปื้อนในพืชหลายชนิดอย่างต่อเนื่อง ทั้งตะกั่ว แคดเมียม และสารหนู สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจุดหรือชั่วคราว แต่เป็นแนวโน้มที่ต่อเนื่องและขยายวงกว้าง

ดร.สืบสกุล ยังตั้งข้อสังเกตว่า สาเหตุที่ภาครัฐยังไม่เปิดเผยเส้นทางการกระจายสินค้าเกษตรอย่างชัดเจน อาจเป็นเพราะยังไม่ยอมรับว่าโลหะหนักจากเหมืองแร่ได้เข้าสู่ห่วงโซ่อาหารแล้ว เนื่องจากหากยอมรับก็จะต้องมีมาตรการตามมาทั้งการชดเชยเกษตรกร การปรับเปลี่ยนพืชที่เพาะปลูก และการฟื้นฟูพื้นที่ ซึ่งต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ขณะที่นักวิชาการด้านสาธารณสุขระบุว่า พืชผักที่ปนเปื้อนสารหนู ตะกั่ว และแคดเมียมยังคงบริโภคได้ แต่ควรลดความถี่ในการรับประทานลง จากเดิมที่กินทุกวันอาจลดเหลือประมาณสัปดาห์ละ 2-3 วัน

ต้นตอจากเหมืองแร่ต้นน้ำ ลามถึงตะกอนดิน

ต้นตอของวิกฤตนี้ถูกโยงไปถึงการทำเหมืองแร่ทั้งเหมืองทองและเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในฝั่งประเทศเมียนมา ซึ่งอยู่ต้นน้ำของแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย โดยข้อมูลจากกรมพัฒนาที่ดินที่สำรวจดินในรัศมี 1 กิโลเมตรจากแม่น้ำกกในพื้นที่จังหวัดเชียงราย เก็บตัวอย่าง 172 ตัวอย่าง พบสารหนูเกินมาตรฐานถึง 18 จุด ขณะที่ในจังหวัดเชียงใหม่ เก็บตัวอย่างดิน 60 จุด ก็พบการกระจายของสารหนูตลอดลุ่มน้ำและเกินค่ามาตรฐานอย่างน้อย 7 จุด

ล่าสุดผลตรวจตะกอนดินครั้งที่ 12 ของกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งเก็บตัวอย่างระหว่างวันที่ 7-10 กรกฎาคม 2569 รวม 21 จุดตรวจวัดในแม่น้ำกก ลำน้ำสาขา แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง พบว่าแม่น้ำกกยังพบสารหนูเกินมาตรฐานในบางจุด ขณะที่แม่น้ำรวกและแม่น้ำโขงพบสารหนูในระดับที่เป็นอันตรายต่อสัตว์หน้าดินอย่างรุนแรง ตอกย้ำว่าสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายแม้จะผ่านมากว่าปีแล้ว

เกษตรกร-ฝ่ายการเมืองจี้รัฐเร่งทำโซนนิ่ง

ความกังวลของเกษตรกรในพื้นที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องสุขภาพ แต่ลามไปถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและชื่อเสียงของสินค้าเกษตรทั้งอำเภอ โดยมีความเห็นในพื้นที่ระบุว่าแม้พื้นที่ที่ปนเปื้อนจริงจะไม่ได้กว้างมาก แต่กระแสข่าวที่แพร่ออกไปทำให้ผู้บริโภคหวาดระแวงและไม่กล้าซื้อพืชผักที่มาจากแม่อาย ซึ่งกระทบต่อภาคเกษตรกรรมทั้งอำเภอ ไม่ใช่เฉพาะแปลงที่ปลูกริมน้ำเท่านั้น

ด้านนายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ภายหลังร่วมประชุมรายงานผลการเก็บตัวอย่างพืชที่องค์การบริหารส่วนตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย เมื่อวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า ขณะนี้รัฐบาลยังไม่มีความชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ โดยเฉพาะเรื่องที่ดินปนเปื้อนและพืชผักที่เริ่มมีข่าวว่าปนเปื้อน พร้อมเรียกร้องให้มีการทำโซนนิ่งพื้นที่ที่ปนเปื้อนให้ชัดเจน เพื่อพูดคุยกับชาวบ้านไม่ให้ปลูกพืชผักที่คนหรือสัตว์บริโภคในพื้นที่เสี่ยง แล้วหันไปปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน

อย่างไรก็ตาม มีข้อกังวลจากฝ่ายเกษตรในพื้นที่ว่าหากขยายการตรวจสอบไปยังพื้นที่ใกล้เคียงทั้งอำเภอแม่อายและอำเภอฝางเพื่อเปรียบเทียบผล จะช่วยแยกแยะได้ชัดเจนว่าการปนเปื้อนแต่ละชนิดมีสาเหตุจากอะไร ไม่ควรเหมารวมว่ามาจากเหมืองแร่ทั้งหมด เนื่องจากอาจมีปัจจัยจากสารเคมีทางการเกษตรร่วมด้วย ส่วนแนวทางการส่งเสริมให้ปลูกพืชทดแทนก็ยังมีความกังวลเรื่องข้อกฎหมาย โดยเฉพาะหากส่งเสริมการปลูกไม้ที่มีกฎหมายควบคุมอย่างประดู่หรือพะยูง

ทางออกที่ยังไม่ชัดเจน

แม้หน่วยงานภาครัฐทั้งกรมควบคุมมลพิษ กรมอนามัย และกรมวิชาการเกษตรจะเดินหน้าสุ่มตรวจคุณภาพน้ำ ดิน และพืชผลอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่มีมาตรการเชิงนโยบายที่ชัดเจนออกมารองรับ ทั้งเรื่องการเยียวยาเกษตรกร การกำหนดเขตพื้นที่ปนเปื้อน หรือแผนฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมระยะยาว ขณะที่ต้นตอปัญหาซึ่งอยู่นอกประเทศยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องอาศัยความร่วมมือระดับทวิภาคีในการควบคุมกิจกรรมเหมืองแร่ต้นน้ำ เพื่อยับยั้งไม่ให้สารพิษไหลลงสู่ห่วงโซ่อาหารของคนไทยเพิ่มขึ้นไปมากกว่านี้